เพื่อนที่มองไม่เห็น
Posted by admin on Jul 29, 2008
วันอาทิตย์ที่อากาศสดใสก้อนเมฆสวย ไม่เหมือนวันอื่นๆ ที่ฝนตกไม่หยุด
เราเตรียมอาหาร และสังฆทานไปถวายที่วัดเล็กๆ แถวบ้าน
ว่ากันว่ามีท่านเจ้าอาวาสที่เดินทางจาริกมาแสวงบุญเมื่อหลายปีก่อน
แล้วท่านไม่ไปไหนอีกเลย มาพัฒนาวัดนี้ให้เจริญขึ้นและดูแลการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ
ด้านธรรมะอีกด้วย
พอเข้าไปในวัด อืม รู้สึกสงบดี
จากนั้นก็นั่งรอคิว เพราะหลวงพี่มีแขกมาปรึกษา เกี่ยวกับคุณยายที่เจ็บป่วยอยู่นาน
และอาการไม่ดีขึ้น หลวงพี่แนะนำให้เขาสืบชะตาตามความเชื่อของลานนาโบราณ
จะช่วยต่ออายุและให้ขวัญกำลังใจ
เมื่อถึงคิวของเรา ทำบุญ รับพระ สวดมนต์เสร็จแล้ว
ท่านก็มองหน้าเราอย่างเงียบๆ แล้วก็หลับตา
เหมือนนั่งทางใน สักพักท่านก็ลืมตาขึ้นแล้วบอกกับเราว่า
“รู้ไหม เรามีองค์นะ มีคนมาอยู่ด้วย”
“อา…เขาเป็นใครคะ” เราถามด้วยอาการตกใจเล็กน้อย
“ท่านเป็นฤาษีปู่ ท่านคุ้มครองเรานะ อยู่กับเรามานานแล้ว”
“หา…”
นิ่งอึ้งไปพอประมาณ แล้วยังไงต่อไป หมายถึงว่า ระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้
เรามีท่านฤาษีมาอยู่ใกล้ๆ อย่างนั้นหรือ
“ท่านมาอยุ่ด้วยที่ไหนคะ ที่บ้านหรือ”
เราถามหลวงพี่ออกไป เพราะหลวงพี่เคยไปบ้านเรามาแล้ว เมื่อครั้งทำบุญตอนย้ายเข้ามาอยู่
หลวงพี่หัวเราะน้อยๆ บอกว่า
“ก็อยู่ทุกที่น่ะแหละ ไปไหนท่านก็ไปด้วยถ้าอยากไปนะ แบบท่านเป็นองค์ประจำตัวเราไง เข้าใจ
ไหม”
“อาา…”
น้อมรับไปอย่างงงๆ จากนั้นหลวงพี่แนะนำว่าให้ทำสมาธิในวันพระ และวันเกิด
ก่อนนอนหรือตื่นเช้าก็ได้ เพราะว่าจะทำให้ฤาษีปู่สงบสุขไปด้วย
“ค่ะๆ”
เรารับคำ จากนั้นก็เตรียมตัวขอลา แต่อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อน
หลวงนั่งทางในอีกแล้ว ยังไม่ให้เรากลับไป
“รู้ตัวไหมว่าเป็นคนมีเซนส์ หรือลางสังหรณ์ที่แม่นมาก…แถมยังมีความผูกพันกับสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
“อ่า….ยัง..ไง..คะ”
เราทำตาโต ต่อให้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเชื่อก็เถอะ แต่ก็สนใจขึ้นมาอย่างแรงทีเดียว
หลวงพี่ถามต่ออีกว่า
“เคยขนหัวลุกไหม แล้วเราจะรู้เลยว่าที่นี่มี “อะไร” หรือ “ไม่มีอะไร”
หลวงพี่พูดคลุมเคลือไปนิด เราเลยทำหน้างงๆ ขอให้หลวงพี่อธิบายชัดๆ
หลวงพี่ก็ใจดีบอกว่า
“ก็อย่างที่ไปวัดจามเทวีไงล่ะ เรารู้สึกได้ใช่ไหม ว่าเราคิดอะไร ลึกๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจเราน่ะ
เรารุ้สึกผูกพันกับที่นั่น แถมยังอยากบวชอีกด้วย ใช่ไหม”
“อา…”
คราวนี้ก็อึ้งในระดับมากขึ้นไปอีก ท่านรู้ได้ยังไงนะ ว่าเราไปวัดนี้แล้วรู้สึกแบบนั้น
อืมม การนั่งทางในของท่านน่าสนใจและน่าขนลุกไปพร้อมๆ กัน
ก่อนจะจากลากันในวันนั้น ท่านตบท้ายด้วยการบอกว่า
“เราเป็นคนมีความคิด มีอุดมการณ์นะ อยากทำอะไรหลายอย่าง แต่เราขาดทุนทรัพย์ ใช่ไหม ไม่เป็นไร อดทนไปก่อน อีกไม่นานจะดีขึ้น”
“อาาาาาาา !!!”
ข้อสุดท้ายนี้
ทำไมท่านถึงได้รู้ดีรู้จริงอย่างนี้น๊ออออ > <
come back
Posted by admin on Jun 24, 2008
ได้เวลากลับมาเขียนไดอารี่อีกครั้งแล้วสินะ
: )
เริ่มต้นด้วยความไม่เอาไหนก็แล้วกัน
วันนี้จดบันทึกสิ่งที่อยากทำได้หลายอย่างมาก
รวมไปถึงสิ่งที่ทำแล้วยังไม่สำเร็จ
ทำให้คิดทบทวนตัวเองว่า เราเป็นคนไม่เอาไหนหลายเรื่องเหลือเกิน
โดยเฉพาะเรื่องที่ “ค้างเติ่ง” และยังทำไม่เสร็จ มันเยอะเสียจนหน้ากระดาษมีไม่พอ
และน่าละอายเสียจริง
ตัวอย่างของงานที่จดเอาไว้และยังไม่ได้ทำ
- ซ่อมขาหยั่งวาดรูปที่หัก (ด้วยการหาเศษไม้อีกอันมาดามแล้วตอกด้วยตะปูเล็กๆ / หาค้อนอันเล็กๆ ร้านแถวหน้าบ้านน่าจะมี / จำได้ว่ามีแล้ว 1 อัน ลองหาในกล่องที่ขนของมาจากกรุงเทพฯ ดูเสียก่อน”
- อยากทำโครงการหาทุนให้หมาแมวผู้ยากไร้ โดยการเอาโปสการ์ดรูปแมวไปขายมอบกำไรให้เขาไป ที่เหลือเป็นทุนเอากลับมาทำต่อไปเรื่อยๆ / คุยกับร้่าน / คิดคอนเซปต์โปสการ์ด / ลองเอาตัวอย่างไปเสนอ
- วันนี้พบลวดลายการต่อผ้าของญี่ปุ่นที่เรียก patch work น่ารักมาก และน่าท้าทายมาก และจำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่งกำลังพยายามต่อผ้าให้เป็นรูปดาว ซึ่งต้องใช้ดาวถึง 100 กว่าชิ้น และดาว 1 ชิ้นใช้เศษผ้ามากกว่า 5 ชิ้น นอกจากดาวแล้วยังมีรูปทรงอื่นๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เป็นส่วนประกอบมากมาย เห็นแล้วเราอยากทดลองทำดูบ้าง สักผืนเล็กๆ เรามีเศษผ้าแล้ว แค่ตัดมันให้เป็นรูปทรงตามแบบ แล้วก็เริ่มทำไปดาวเล้กๆ วันละ 1 ดวง หากครบ 1 เดือน เราก็จะมีดาว 30 ดวง
- หลังจากเวบไซต์ล่มไป มีแกลอรี่ภาพชุดที่ 3 ชุด “มิตรภาพ” ยังไม่ได้แสดง รวบรวมภาพแล้ว และจะนำขึ้นแสดงเร็วๆ นี้ แต่ในรอบสุดท้ายนี้อยากให้มีเซอร์ไพรส์และสนุกมากกว่าเดิม เลยคิดว่า อยากจะนำภาพที่มีไปให้นักเขียนกวีได้เขียนประกอบ แล้วนำไปทำเป็นหนังสือทำมือ แจกให้ทุกๆ คนที่เข้าร่วมกิจกรรม คงจะน่ารักดี …
- นวนิยายที่คิดว่าน่าจะเสร็จสักสิ้นเดือนนี้..แต่อีกไม่กี่วันจะสิ้นเดือน ยังไม่ถึงครึ่งเลยนินะ : P- คิดรูปแบบโปสการ์ด พร้อมบทกวี ตามที่ตกลงกันไว้กับพี่คนหนึ่งว่า เขาอยากเอาไปพิมพ์ ต้องคัดบทกวีออกมาที่ชอบ แล้วหาภาพใหม่ / หรือ เลือกภาพที่ชอบ แล้วเขียนบทกวีเข้าไป
ฯลฯ
เก้าลอเก้า ดีกว่านะ มากไปกว่านี้จะยิ่งน่าอายกันไปใหญ่
หลังจากทบทวนในสมุดบันทึกแล้ว วุบหนึ่งของความรู้สึกแบบ bad feel มันก็วูบวาบเข้ามาในหัว
ทบทวนไปว่าที่จริงสิ่งที่เราอยากทำหลายๆ อย่าง เป็นเพราะว่าเรามีเวลาไม่พอ
หรือว่าเราใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นหรือเปล่า
เมื่อวานนี้ได้รับอีเมล์จากพี่คนหนึ่ง เธอเขียนมาเล่าด้วยประโยคสั้นๆว่า
“พี่พลาดจากงานชิ้นหนึ่ง ทั้งเสียดายและมีอารมณ์เมื่อถูกปฏิเสธงาน แต่มาทบทวนดูแล้้ว งานหลายอย่างที่วุ่นวายทำไปเป็นงานที่คนอื่นหยิบยื่นให้แทบทิ้งสิ้น น้อยมากที่จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำเอง …ดังนั้น ตอนนี้มีเวลาแล้ว พี่จะได้กลับไปทำสิ่งที่พี่อยากทำจริงๆ เสียที….”
อา เป็นประโยคที่ดีมากๆ เลย สำหรับวันนี้
อย่างน้อย เราก็ยังมีเวลาคิดถึงสิ่งที่เราอยากทำด้วยตัวเองนินะ ว่าไหม ![]()
ความรักและไข้หวัด
Posted by admin on Nov 2, 2007
จากที่เจอฝนไปเมื่อวาน และแล้ววันนี้ก็ตื่นมาด้วยอาการไม่ปกติ
ร้ายจริงๆนะ ฝนพฤศจิกายนเนี่ย ทำเอาครั่นเนื้อครั่นตัว อาการเริ่มมาตั้งแต่ตอนบ่ายๆ
มีน้ำมูกไหลยืด เป็นงวงช้างแบบเด็กๆ โดยเฉพาะเมื่อเวลาจาม ฮาดเช้ย ถ้าไม่รีบหยิบผ้าหรือกระดาษติดมือไว้
ก็มีหวังเห็นเด็กหญิงหยุ่นที่มอมแมม มีขี้มูกเปื้อนแก้ม อิอิ
นับตั้งแต่มกราคมเป็นต้นมา (ต้นปี) จนถึงตอนนี้ปลายปีแล้ว ฉันเป็นหวัดอยู่ 3 ครั้ง
เป็นไข้ไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง
ทุกทีจะไม่เป็นอะไรบ่อยหรือไม่เป็นอะไรกระเสาะกระแสะ แต่เวลาเป็นทีเล่นเอาทำงานไม่ได้
เกิดอาการปวดหัว มีไข้รุมๆ ทีไร ความสยองเรื่องที่เคยเป็นไข้เลือดออกก็กลับย้อนมาทุกที
เป็นฝันร้ายเหลือเกินที่ได้ไปนอนเจาะเลือด เติมเลือด อยู่เป็นสัปดาห์ แต่คิดในแง่ดีแล้วก็พบว่า
เวลาเป็นไข้ธรรมดาแล้วเราก็ยังยิ้มได้ (เหมือนพี่พลพล มีคนบอกว่าเราหน้าเหมือนด้วย)
แล้วก็พูดกับคนข้างๆอย่างภูมิใจว่า
เราผ่านไข้เลือดออกมาแล้ว อย่างอื่นน่ะ ธรรมดา
ตื่นมาวันนี้จึงนอนคิดกลิ้งตัวอยู่บนที่นอนอย่างเงียบๆ
พิจารณาสิ่งที่เป็นอยู่ในร่างกาย เช่น รู้สึกร้อน หรือ หนาว
อากาศข้างนอกเย็น แต่วันนี้ไม่มีฝนแล้ว และยังไม่มีแดด รู้สึกหนาวเป็นส่วนๆไป
ก็แสดงว่าร่างกายคงปรับอูณหภูมิยังไม่ได้ การหายใจก็ยังฟืดฟาดอยู่ มีน้ำมูก การเจ็บคอไม่เท่าไหร่
วินิจฉัยตัวเองเสร็จก็วางแผนว่า คงต้องกินอะไรอุ่นๆ จึงลงมาชงโกโก้ร้อนกิน
จากนั้นก็ลองเดินออกมาหน้าบ้าน เล่นกับแมว แล้วก็ดูต้นไม้ (ยังอยู่ในชุดนอน)
เพื่อที่จะได้ดูตัวเองว่า เดินแล้วรู้สึกอย่างไร มึนศีรษะหรือเปล่า
สรุปได้ว่า วันนี้พอยังไหวและทำงานได้อยู่ และควรจะกินยาสมุนไพรนิดหน่อย ก็น่าจะพอแล้ว
บางครั้ง ฉันก็ชอบเวลาป่วยเหมือนกันนะ
มันทำให้ฉันระวังตัวเอง แล้วก็ยอมรับเงื่อนไขความอ่อนแอตามธรรมชาติด้วย
แต่ส่วนใหญ่น่ะเหรอ ไม่ชอบที่สุดเลยล่ะ
เพราะร่างกายจะบอกว่าฉันควรจะนอน แต่ฉันไม่ชอบนอนกลางวัน นอกจากเสียงจะดัง
นอนหลับไม่สนิทแล้ว ยังทำให้เสียเวลาไปมาก ผลตามมาก็คือตอนกลางคืนก็จะตาสว่าง
นอนยังไงไงก็ไม่หลับอีก ดังนั้นการนอนกลางวันเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำหากไม่ไหวจริงๆ
แม้จะรู้ว่าการงีบระหว่างวันจะทำให้สดชื่น แต่ทำไมทำได้ยากกว่าคนอื่นก็ไม่รู้
คนข้างกายของฉันพอจะเข้าใจอยู่บ้าง ถ้าเห็นฉันนอนกลางวันเมื่อไหร่ ก็แปลว่าวันนั้นคงจะเพลียสุดๆ แล้วล่ะ
เช้านี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่เปรียบเทียบแล้ว ก็ไม่ค่อยต่างไปจากการเป็นไข้หวัดก็คือเรื่องรักๆ
(เขาว่าอกหักและเป็นหวัดไม่เคยถึงตาย)
หากการอกหัก เป็นเหมือนภาวะป่วยไข้อย่างหนึ่ง อดคิดไม่ได้ว่า การป่วยไข้และปัญหาความรักนั้นมีสาเหตุไม่ต่างกัน
เช่นเรารักษาร่างกายไม่ดีพอ ไม่ทำให้ตัวเองมีภูมิต้านทานเพียงพอ
ปล่อยหัวใจให้รู้สึกกับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย เราก็รับเชื้อหวัดได้ง่าย
หรือหากเรารักษาร่างกายพอแล้ว แต่ก็ยังเป็นหวัดอยู่ดี เพราะอากาศแย่จนสุดจะต่อต้านได้
ก็คงเหมือนคนที่ตั้งใจกับความรักอย่างดี แต่เขาเจอกับภาวะที่เกินจะควบคุม เช่น ต้องห่างไกลจากคนรัก คนรักไปมีคนอื่น
หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ผิดหวังในความรัก
อีกอย่างหนึ่งก็คือการประเมินตัวเองผิด เช่นที่ฉันวินิจฉัยอยู่นี้คิดว่าตัวเองไหว ยังทำงานได้สบาย
แท้จริงแล้วร่างกายอาจจะรับไม่ได้ เรียกว่าใจเต็มร้อยแต่ร่างกายอ่อนแอ ก็ยังฝืนคิดว่าตัวเองเก่ง
บางทีความรักก็เป็นแบบนั้น หากไม่ยอมรับตัวเองหรือพิจารณาให้ถ่องแท้
เราอาจจะไม่พบความบกพร่องในตัวเราเอง และเฝ้าโทษคนอื่นว่า
ความรักผิดพลาดไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง
อย่างไรก็แล้วแต่ ในโลกความสัมพันธ์ ก็ยังอะไรซับซ้อน และตลกร้ายอยู่เสมอ
เช่นช่วงที่ผ่านมานี้ มีโอกาสได้ยินได้ฟังเรื่องรักของคนใกล้ตัวอยู่เสมอ
และส่วนใหญ่เสียด้วยซี ที่เขามักจะเดินมาหาเรา นั่งลง เล่าเราให้ฟัง เวลาที่เขารู้สึกแย่ๆ หรือเสียใจ
เรื่องราวก็จะพรั่งพรูออกมาเพื่อบอกให้เรารับรู้ เราปลอบใจบ้าง รับฟังบ้าง
แต่หากเมื่อใดที่เราเริ่มมีความเห็นส่วนตัวที่อยากแลกเปลี่ยน
หรือหากเขาพูดว่า “ต้องการคำแนะนำ” เราก็จะตกหลุมพลางหาคำตอบที่ดีแก่เขาไป
แต่สุดท้ายเราก็จะพบว่า วันหนึ่งที่เขารู้สึกดีขึ้นและแก้ปัญหาได้แล้ว และกลับไปคืนดีกันบ้าง
เขาก็จะกลับมาบอกเราว่า คำแนะนำของเรานั้นช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
รวมทั้งเป็นการบอกนัยๆ ว่า เฮ้ มีขอบเขตหน่อยนะในการรับรู้น่ะ
คนนั้นอย่าเชื่อล่ะ คนนี้อย่าสนใจ นี่เป็นการตัดสินใจของเขาเอง
มองแล้วก็ขำๆ ดีนะ
ฉันไม่โทษเขาหรอก คนเรามีสิทธิจะปกป้องเรื่องราวส่วนตัว ไม่ว่าจะถูกหรือผิด
และมีสิทธิ์ตัดสินใจในการกระทำของตัวเอง ฉันก็แค่อยากบอกเขาว่า
วันหลังอย่าลืมรักษาภูมิต้านทานให้มากกว่านี้ จะได้ไม่เป็นหวัดง่าย นี่ฉันบอกตัวเองด้วย
เพราะเวลาเป็นอะไรชนิดหนักที่เดินไปหาใครก็ยังไม่ไหว
เราจะรู้ว่า พิษหวัด พิษรัก พิษอกหักที่จมอยู่กับตัวเองลำพังนั้น มันทรมานน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ
นอกเสียจากว่าบางคนจะชอบเป็นหวัด
แบบนั้นก็ต้องปล่อยเขาไป เป็นไข้ให้ตายไปข้างหนึ่งเลย
ฮา
ฝนของเดือนพฤศจิกายน
Posted by admin on Nov 1, 2007
เมื่อวานนี้ตอนเย็น กบศิริ เพื่อนที่มาพักด้วยพูดออกมาว่า
“อากาศแปลกๆ นะ แล้วฝนก็น่าจะตกด้วย”
ฉันค้อนเธอไปทีหนึ่ง
ก็ฉันเองยิ่งไม่ไว้ใจฤดูกาลอยู่ ปีนี้รู้สึกว่าฝนยังไม่ได้ตกหนักๆ น้ำก็ยังไม่ท่วม
ใครๆ ต่างตื่นเต้นเมื่อสายลมหนาวพัดมาจางๆ ได้หลายวันแล้ว
นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเชียงใหม่ไม่ขาดสาย ฉันถามตัวเองและดินฟ้าอากาศไปหลายรอบว่า
“จริงๆ หรือ นี่เป็นฤดูหนาวแล้วใช่ไหม”
น้ำไม่ท่วมแล้วใช่ไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงเดือนพฤศจิกาแล้ว หากฝนไม่ตกจริงๆ
ชีวิตเราก็จะเข้าฤดูหนาว ฉันชอบฤดูหนาว แม้จะเป็นคนขี้หนาว ทนความเย็นจัดไม่ได้
แต่ฤดูหนาวนั้นมีเสน่ห์และสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันได้มาก อาจจะเพราะฉันเกิดในเมืองหนาว
และเกิดในปลายเดือนกันยายน ซึ่งเป็นฤดูฝน เมื่อผสมกันแล้ว ก็คือฉันชอบฝนที่มันอยู่ในฤดูหนาว
พูดไม่ทันขาดคำ
ฝนก็ร่วงลงมา
จริงๆ เมื่อวานนี้ตั้งใจจะไปทาสีบ้านต่อ เพราะหายืมบันไดได้แล้ว แต่บันไดที่ว่าเป็นบันไดที่เก่ามาก
มันสั่นคลอนราวกับจะรับน้ำหนักตัวไม่ได้ (สงสารบันได) และบันไดก็ยังเตี้ยเกินไปที่คนตัวสั้นๆ อย่างฉันจะไปยืนเพื่อทาสีบนเพดานได้
สุดท้ายฝนก็ตกมาอย่างหนัก เทร่วงเม็ดโตๆ มาวูบหนึ่ง แล้วก็หายไป
ฉันขี่มอเตอร์ไซต์น้อยสีฟ้าที่ชื่อ “ซีเปีย” เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ทาสีเองจากที่มันเคยเป็นสีแดง ขี่ออกไปหน้าหมู่บ้านเพื่อหาซื้อกับข้าวจากร้านประจำ แถวนี้จะมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน ที่ขายอาหารเหนือในรสชาติแบบกลางๆ ซื้ออาหารยังไม่ทันเสร็จดี ฝนก็ร่วงลงมาอีก คราวนี้หนักขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่า ตัวก็ต้องเปียก
ฉันตัดสินใจบึ่งซีเปียน้อยซึ่งมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าหมู่บ้านมา
เปิดประตูหน้าบ้าน กบศิริถามว่า
“ไปซื้อเบียร์มาใช่มั๊ย…”
ฉันหัวเราะยิ้มๆ ถามไปว่า
“อะไรกัน ก็ไหนกบศิริบอกว่าจะลองไปขายโปสการ์ดหน้า มช. ”
แล้วทำไมเธอมีแววตาประกายเช่นนี้นะ
เธอบอกว่า
“อากาศแบบนี้ ไม่ควรจะทำอะไรแบบนั้นเลย แล้วเธอก็ไม่ควรไปทาสีบ้านด้วย เธอจงกินเบียร์”
เธอพูดหลายคำ แต่ความหมายก็ชัดเจนประมาณนี้แหละนะ
ฉันหัวเราะร่วน เธอบอกว่าอย่ามัวแต่หัวเราะ จงเปิดเพลงที่เธออยากฟังด้วย
ฉันจึงมานั่งรื้อค้นเพลงเก่าๆ ที่เคยฟังเมื่อปีที่แล้วมาเปิด ประกอบด้วยเพลงของวงมาลีฮวนน่า, คาราวาน, นิค ลายเสือ, น้าจ๊อบ บรรจบ
เมื่อเปิดถึงเพลง “แสงจันทร์กระจ่าง” กบศิริก็ร้องคลอตามไปมา
แล้วก็พูดว่า “นี่คือเพลงของเค้า…”
ฉันเห็นอย่างที่ฉันเห็น
ด้วยความที่กบศิริเป็นคนดุ พร้อมมีเรื่อง เป็นหญิงแกร่งที่มักไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอ
ตอนนี้เธอกำลังเปิดเผยความอ่อนไหวออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนรักเก่า เรื่องเพลงที่ชอบ เรื่องความสัมพันธ์กับคนที่คบอยู่ในปัจจุบัน ฉันได้แต่ยิ้มๆ ไม่แปลกใจหรอก ก็พอจะรู้แง่มุมชีวิตกันอยู่บ้าง
สิ่งที่ฉันคิดในตอนนั้นก็คือ อากาศหนาวและสายฝนทำให้คนเราอ่อนไหวได้จริงๆ ใช่หรือ
หรือเพียงเพราะว่า เรายินดี เปิดใจ กับฤดูกาลที่มา ทั้งๆ ที่ มนุษย์เราอ่อนไหวได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฤดูแล้ง หรือ ฤดูฝน เหมือนกบศิริจะอยากพูดกับฉันว่า “ฝนมาแล้ว หนาวมาแล้ว อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกไปเลยน่า”
ความรู้สึกของคนเรานั้นมีหลายชั้นนินา ถึงเวลาโอดครวญ ฉันก็คงต้องส่งเสียงออกมา แล้วก็ทำอะไรสอดคล้องกับฤดูกาลบ้าง แต่ฉันไม่บอกใครหรอก ว่าความรู้สึกหลายชั้นนั้นมีอะไรอยู่บ้าง ก็มันมากเสียจนอธิบายได้ไม่หมด อีกทั้งหากจะยุยงให้จ่อมจมอยู่กับความอ่อนไหวแล้วล่ะก็ เดี๋ยวคนรอบข้างจะเบื่อที่จะต้องคอยมาถามอีกว่า “ทำไมเงียบไปแบบนั้น”
ค่ำเมื่อวาน ฝนตกยาวนานไปตลอดคืน
และเช้านี้ เดือนพฤศจิกายนก็ถูกต้อนรับด้วยเม็ดฝน
ทั้งอากาศที่เย็นของสายลมหนาว และความชื้นจากหยดน้ำ
ลมที่พัดผ่านสายฝนเข้ามาแตะต้องตัวเรา มันเย็นยะเยือกลึกซึ้งเข้าไปถึงข้างใน
เย็นแบบฝน หนาวแบบฤดูหนาวผสมกันเข้าไป
หนาวให้พอ เหงาให้พอ รู้สึกให้พอ
คิดแล้วก็เคืองกบศิริ เพราะเช้านี้เธอออกไปนัดเจอเพื่อนแต่เช้าพร้อมชุดสวยกันหนาวครบครัน
ไม่มีอาการชวนฝันหรืออ่อนไหวให้เห็นแล้ว
ส่วนฉันระหว่างมานั่งเขียนไดอารี่อยู่นี้ ก็ยังคงอยากนั่งมองฝน เปิดเพลงเบาๆ
แล้วสิ่งที่อยู่ข้างในใจ ที่เรียกว่า “อ่อนไหว” นั้น ยังทำหน้าที่โดยสมบูรณ์
และมากขึ้นยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีกแน่ะ
ทำไมมันมาช้าแล้วก็หายช้ากว่าคนอื่น ก็ไม่รู้ซี.
ปฐมบท
Posted by admin on Oct 31, 2007
ดวงตะวันฉายแสงลงมาผ่านบานกระจก
รู้สึกตัวตอน 8.00 น.
เช้านี้เป็นวันที่ตื่นสาย ตื่นแล้วก็กลิ้งตัวไปมาบนที่นอน รู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว
แต่ก็ดีกว่าเมื่อวานก่อน เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เราไปทาสีบ้านทิ้งเอาไว้
บ้านเช่าหลังใหม่ ที่เช่าในราคา 3 พันบาท มีเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา
นับไปก็เกือบ 4 เท่า ของทาวเฮาส์ที่เช่าอยู่ตอนนี้
นึกๆ ไปก็ดีใจ เช้าวันนี้ตื่นมาพร้อมรอยยิ้ม เมื่อคิดถึงบ้านใหม่
ถึงไม่ใช่บ้านของเราก็เถอะ นึกถึงผืนดินด้านทิศตะวันออกของบ้าน ซึ่งเป็นที่เปล่าๆ
วันแรกที่ไปดูบ้าน พื้นที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยหญ้ารกๆ แต่มีดอกหญ้าสีขาวชนิดหนึ่งขึ้นแซมไปทั่ว
ดูแล้วน่ารักมาก จนไม่นึกอยากดาหญ้า แต่หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ ก็คงจะไม่ได้
ถางออกไปก็แล้วกัน ไว้ค่อยปลูกใหม่ ที่ตรงนี้ฝันเอาไว้ว่าจะแบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนหนึ่งปลูกพืชผักสวนครัวประเภทกินได้นานๆ เช่น พริก ต้มหอม กระเพรา โหระพา
อีกส่วนก็ปลูกพืชตามฤดูกาล ประเภททำกินได้เป็นมื้อๆ เช่น กะหล่ำ ผักกาด คะน้า
(ไม่ชอบกินคะน้า ไม่ปลูกดีกว่า)

อีกส่วนหนึ่งอยากจะลองเพาะดอกไม้ดู
เช่นดอกดาวกระจาย มีสีต่างๆ มากมาย ที่เชียงใหม่ในมหาลัยจะมีดงดาวกระจายอยู่สวยมากๆ
เคยไปถ่ายรูปเอาไว้เมื่อหน้าหนาวปีก่อน แล้วก็เหมือนดอกไม้ที่ญี่ปุ่นด้วย จากที่น้องเจี๊ยบส่งรูปของน้องชายมาให้ดู
โอ อยากมีสวนดอกไม้แบบนั้นในบ้านน่ะนะ : )
ช่วงนี้นอนดึก ตื่น(เกือบ)สาย เลยไม่ค่อยได้บันทึกไดอารี่
เซ็ทเอาไว้ในนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้มาเขียนไว้ทุกวัน
มีเรื่องอยากเขียนเยอะแยะเลย
แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเขียนเรื่องบ้าน (ในฝัน) ต่อ
ปล.
ไม่กี่วันแล้วสินะ พีพีจะเดินทางไปเป็นครูที่ประเทศจีน
วันนี้เพื่อนฝูงนัดเลี้ยงส่งกัน อยู่หลังเขาแบบนี้คงไม่ได้ไปส่งด้วยคน
ก็ทำได้แค่ส่งกำลังใจไป ท่าทางพีพีจะงอแงนิดหน่อย เหมือนพี่สะตอนจะไปอยู่ฮ่องกง
เราคิดว่าคนเดินทางไกลจากบ้านคงจะเป็นกันทุกคน
คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน กลัวสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เราย้อนนึกถึงตัวเรา ย้ายบ้านไปมา
ใครว่าจะไม่มีความผูกพัน ที่จริงที่คิดว่าทำใจได้แล้ว บ่อยครั้ง ก็นั่งนิ่งๆ โหยหาอะไรบางอย่าง
คิดถึงใครบางคนเป็นวรรคเป็นเวร
ชีวิตก็คงเป็นแบบนี้
หัวใจคนเราก็คงเป็นแบบนี้
ไม่เว้นว่าใคร : )